เตือนภัย! สแกมเมอร์โอปป้า อ้างอัยการ-หมายจับปลอม

วันที่ 19 ต.ค. 2569 สตม. ร่วมตำรวจเกาหลีใต้ตรวจค้น 3 จุดในกรุงเทพฯ คุมตัวผู้ต้องสงสัย 10 คน พบหมายจับปลอมและบทหลอกอ้างเป็นอัยการ หากมีสายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐให้โอนเงิน ให้วางสายแล้วโทรกลับเบอร์ทางการที่ค้นเอง
เกิดอะไรขึ้นที่สายไหม
เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 10 คน เป็นชาวเกาหลีใต้ 8 คน และชาวจีน 2 คน ยึดคอมพิวเตอร์ 13 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 21 เครื่อง และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง บ้านเป้าหมายเป็นบ้านขนาดใหญ่ 2 หลัง ที่ต่อเติมเชื่อมกัน ดัดแปลงเป็นห้องพักและห้องทำงานรวม 10 ห้อง
พบอะไรในอุปกรณ์
– เอกสารราชการและ หมายจับปลอม ของเกาหลีใต้
– บทสนทนาภาษาเกาหลีพร้อมคำแปลภาษาไทย ใช้เป็นแนวทางหลอกลวงและข่มขู่
– ข้อมูลการโทรศัพท์ติดต่อมากกว่า 50 หมายเลขภายใน 1 ชั่วโมงต่ออุปกรณ์ 1 เครื่อง
– ข้อมูลเส้นทางการโอนเงินที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเพื่อขยายผล

คดีต้นเหตุ
ผู้เสียหายถูกแอบอ้างเป็นอัยการและข่มขู่ด้วยหมายจับ จนจ่ายเงิน 64 ล้านวอน หรือราว 1.6 ล้านบาท ปัจจุบันตำรวจสองฝ่ายยังตรวจสอบจำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหายทั้งหมด
บทบาทผู้ต้องสงสัย
ตำรวจเชื่อว่าชาวจีน 2 คนอาจเป็นหัวหน้าหรือกลุ่มทุน โดยมีชาวเกาหลีใต้ร่วมดำเนินการหลอกลวง แต่ยังต้องสอบสวนเพื่อยืนยัน ทั้งหมดเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย ยังไม่มีคำพิพากษาของศาล
ไม่พบผู้เสียหายคนไทย แต่ควรระวังเพราะอะไร
ตำรวจ ระบุว่าเบื้องต้นไม่พบข้อมูลว่ามีคนไทยเป็นผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ที่ตำรวจระบุ คือการอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้เอกสารหรือหมายจับปลอมข่มขู่ให้โอนเงิน คล้ายกับเครือข่ายคอลเซนเตอร์ที่หลอกคนไทย

วิธีป้องกันแก๊งคอลเซนเตอร์อ้างเป็นอัยการ/ตำรวจ
1. หน่วยงานรัฐไม่สั่งให้โอนเงินผ่านโทรศัพท์
2. วางสายและโทรกลับเบอร์ทางการที่ค้นด้วยตนเอง
3. ไม่ย้ายไปคุยแอปอื่นหรือวิดีโอคอลตามที่ผู้โทรขอ
4. ไม่ให้รหัส OTP และไม่โอนเข้า “บัญชีปลอดภัย”
5. ตั้งรหัสลับในครอบครัว ให้ผู้สูงอายุปรึกษาก่อนทุกครั้ง
ถ้าโอนเงินไปแล้วต้องทำอย่างไร
1.โทรหาธนาคารเพื่อระงับ/อายัดธุรกรรมทันที
2.โทร 1441
3.แจ้งความออนไลน์ที่ thaipoliceonline.go.th
4.เก็บหลักฐานทั้งหมด (เบอร์โทร สลิป ภาพหน้าจอ)
5.ระวังผู้อ้างว่าช่วย “ทวงเงินคืน” โดยเก็บค่าธรรมเนียม







